My-Fiction

 


Title : Trust
Part : Special :: นิทานหิ่งห้อย
Paring : Youngwoon x Jungsoo
Author : ilLuSioN
Rating : PG-13
Genre : AU
Date : 2009.04.21


Author’s Note :

สำหรับใครที่ไม่ได้ซื้อรวมเล่มฟิคเรื่อง Trust คงจะงงๆอยู่หน่อยๆมั้ง? คือมันเป็นสเปเชี่ยลของเรื่องนั้น
น่ะค่ะ ถ้าใครอ่านแล้วสนใจอยากได้แบบรวมเล่ม ติดต่อได้หลังไมค์ค่า *0*

คือแบบว่า มันอาจจะไม่ใช่ฟิคที่มีแก่นสารอะไรมากมาย...
แต่ก็ตั้งใจแต่งนะคะ TT

หวังว่า...จะถูกใจกันบ้างแหละเนอะ?

สเปเชี่ยลนี้มีอยู่ในรวมเล่มฉบับรีปรินท์ค่า

 


***************************************************************

 

“ยองอุน...ยองอุน...” เสียงเล็กๆร้องเรียกดังมาแต่ไกล เมื่อเด็กชายวัยห้าขวบที่เนื้อตัวมอมแมมไป
ด้วยทั้งฝุ่นและคราบเหงื่อไคลวิ่งเข้ามาในวิสัยการมองเห็นของเด็กชายจองซู

“แฮ่ก...” เสียงแรกที่ดังทักขึ้นตอบนั้นกลับเป็นลมหายใจถี่ๆ เมื่อเจ้าของนามยองอุนวิ่งเข้ามาถึง
ตัวคนเรียก

“ทำไมกลับมาช้าจัง” เสียงเอ่ยถามจากจองซูในชุดขาวล้วนเสียจนเหมือนโดนคลุมไว้ด้วยผ้าขาว
ไปทั้งตัวซึ่งอยู่บนม้านั่งด้านหน้าประตูบ้านของอีกฝ่าย

“ก็ยองอุนไปเล่นบอลมา” เสียงหอบหายใจค่อยๆผ่อนลงได้ทีละน้อย อาการหอบตัวโยนเนื่องจากวิ่ง
ตรงกลับมาที่บ้านด้วยความเร็วสูงนั้นดูจะบรรเทาลงแล้ว “นึกได้ว่าต้องมีเป็ดน้อยมานั่งรออยู่หน้า
บ้านน่ะ เลยวิ่งกลับมานี่ไง”

จองซูเบะปากให้กับสรรพนามที่ได้ยิน “ว่าใครเป็นเป็ดน้อยน่ะ จองซูโตกว่ายองอุนตั้งสองปีนะ!”

“ก็ใครที่เบะปากให้ยองอุนเมื่อกี้ล่ะ เป็ดน้อย~~” เมื่อชักนึกสนุกก็เล่นไม่ยอมเลิก

“เฮอะ...ใช่สิ ตัวเองก็ไปเล่นบอลสนุกอยู่คนเดียว ปล่อยคนเค้านั่งรอตั้งนาน ขอโทษซักคำก็ไม่มี
แล้วยังมาว่าเค้าเป็นเป็ดอีกเหรอ” เป็ดน้อยเขวี้ยงค้อนเข้าใส่ให้วงหนึ่ง ทำเอาคนแหย่เล่นต้องง้อ
ไปตามระเบียบ

“โหย จองซูอ่ะ ยองอุนขอโทษน๊า” คนอ่อนวัยกว่าว่าพลางคุกเข่าลงนั่งบนพื้นตรงหน้าจองซู
มือพนมขึ้นถูกันไปมาพร้อมส่งสายตาเป็นประกาย

“แล้วทำไมยองอุนต้องไปเล่นฟุตบอลบ่อยๆด้วยล่ะ” เสียงเล็กว่า

“ก็สนุกนี่นา จองซูนั่นแหละ ยองอุนชวนไปเล่นก็ไม่ไป”

“จองซูเล่นเป็นที่ไหนล่ะ วิ่งไปวิ่งมาแย่งลูกกลมๆลูกเดียวกันอยู่ได้ ไม่เห็นจะน่าสนุก” ว่าแล้ว
แก้มขาวๆก็ป่องขึ้น ยองอุนแทบหลุดหัวเราะออกมา

“ยองอุนก็กลับมาหาจองซูแล้วนี่ไงครับ” คำง้อพร้อมรอยยิ้มจนตาหยีเรียกให้คนแก้มป่องยิ้มออก
มาได้ คนง้อจึงฉวยเอาโอกาสที่จองซูอารมณ์ดีขึ้นนั้นเอ่ยขึ้น “จองซู ยองอุนจะพาไปที่ที่นึงเป็น
การไถ่โทษนะ”

ได้ยินดังนั้นคนถูกง้อก็ตาแป๋วขึ้นมาทันที แก้มที่เคยพองลมก็ขยายขึ้นอีกด้วยรอยยิ้มอย่าง
สนอกสนใจ “ที่ไหนเหรอ?”

“บอกก็ไม่ตื่นเต้นสิ แต่ยองอุนพนันได้เลยว่าจองซูต้องชอบแน่ๆ” ยอง อุนยิ้มอวดๆอย่างมั่นใจใน
ตัวเองเสียจนคนโดนชวนหมั่นไส้

“ถ้าจองซูไม่ถูกใจ ยองอุนจะให้อะไรจองซูล่ะ?” คนอายุมากกว่าทว่าตัวเล็กนั้นเอ่ยข้อต่อรอง

“ไม่มีทางอ่ะ ยองอุนมั่นใจ” คำพูดนั้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอวดดีที่ยังไม่คลายจากใบหน้าของเด็กชาย
ที่ยังคงนั่งแผละอยู่บนพื้น ทำเอาจองซูซึ่งนั่งสูงขึ้นไปยิ่งหมั่นไส้ไอ้เด็กร่างหมีๆนี่มากขึ้นไปอีก

เมื่อเห็นดังนั้นยองอุนจึงหัวเราะเสียงดังพลางกระโดดลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือส่งไปให้เด็กชายชุด
ขาวตรงหน้า

“ไปกันเถอะ”

จองซูมองมือนั้นแล้วยิ้มออกมาพลางส่งมือตัวเองให้ ยองอุนออกแรงเล็กน้อยดึงให้เจ้าของมือ
ข้างนั้นลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนออกมาดังๆว่า

“เย้! จองซูของยองอุนหายงอนแล้ว!”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากเด็กชายทั้งสองด้วยอารมณ์ที่สดใสเบิกบาน ขณะที่ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ
ลงเรื่อยๆ ใกล้เวลาที่ความมืดจะโรยตัวลงมาทุกขณะ มือของคนสองคนยังคงจับกันและพาเดิน
ไปด้วยกันยังจุดหมายที่ยองอุนพูดอวดเอาไว้


+++++


แสงสว่างกำลังถูกแทนที่ด้วยราตรีกาลทีละน้อยเมื่อยองอุนพาจองซูเดินมาจนถึงริมแม่น้ำท้าย
หมู่บ้าน ความมืดปกคลุมไปโดยรอบและมืดขึ้นทุกขณะ เสียงน้ำไหลเอื่อยๆสัมผัสเข้ากับโสตประสาท
กลบความน่ากลัวของเงาต้นไม้ใหญ่ที่ไหวหวิวหวิวด้วยแรงลม เด็กชายคนหนึ่งยิ้มแย้มด้วยอารมณ์
อันเบิกบานแกมตื่นเต้น ผิดกับอีกคนที่เอาสองมือเกาะแขนคนนำทางไว้แน่นด้วยความกลัว

“ยังไม่ถึงอีกเหรอยองอุน?” จองซูถามขณะกวาดตามองอย่างหวาดๆ

“ถึงแล้วแหละ แต่เข้าไปใกล้แม่น้ำอีกนิดนะ” ยองอุนหันมาบอกพร้อมยิ้มให้ “ไม่ต้องกลัว
ยองอุนไม่แกล้งหรอก”

ทว่าร่างที่เกาะแขนเขาอยูนั้นสั่นหัวดิก “ก็ไม่ได้กลัวยองอุนนี่”

“เอาน่า ถึงแล้วๆ”

ยองอุนจูงมือจองซูให้เข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ริมแม่น้ำ แม้ลำต้นจะสูงใหญ่แต่ก็ไม่ดำทะมึน
จนน่ากลัวเนื่องจากเป็นไม้ใบโปร่ง ซ้ำยังมีแสงเรืองๆของอะไรบางอย่างวิบวับเป็นประกายอยู่รอบๆ

จองซูตาโตขึ้นทันทีเมื่อตระหนักชัดแล้วว่าสิ่งที่เรืองแสงกระพริบวาบๆอยู่นั้นคืออะไร พลางอุทาน
ออกมาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายว่า “นั่นหิ่งห้อยนี่!”

“ชู่ว์” ยองอุนยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากคนตื่นเต้นพลางพูด “อย่าเสียงดังนะ เดี๋ยวมันบินหนี”

คนโดนเตือนพยักหน้าให้ถี่ๆ สายตายังคงมองหิ่งห้อยนับสิบตัวซึ่งบินเอื่อยๆอยู่รอบต้นไม้ที่เขา
ไม่รู้จักชื่อต้นนี้

ยองอุนผู้ยืนอยู่ข้างๆนั้นไม่ได้สนใจมองหิ่งห้อยเท่าไรนักเนื่องจากเคยเห็นมาแล้วเมื่อตอนที่เขาได้
ค้นพบมัน แค่แรกเห็นฝูงหิ่งห้อยที่ระยิบระยับนี้เขาก็นึกถึงจองซูเป็นคนแรกแล้ว เพียงแต่ส่วนใหญ่
จองซูจะโดนเรียกให้เข้าบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกทุกครั้งเขาจึงยังไม่มีโอกาสพามาดูเสียที

ใบหน้าหวานข้างกายเขากำลังยิ้มอย่างสดใส นัยน์ตาเป็นประกายนั้นสะท้อนแสงหิ่งห้อยที่เจ้าตัว
กำลังมอง ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มกว้างเสียจนน่ากลัวแก้มจะฉีก ความชอบใจที่แสดงออกอย่างชัดเจน
เช่นนี้เป็นอย่างที่เด็กชายเคยจินตนาการไว้ไม่ผิด ดูท่าว่ายองอุนคนนี้จะเดาใจจองซูถูกไปเต็มๆ

มือเล็กๆเอื้อมออกไปรองรับแสงริบหรี่ดวงหนึ่งที่บินห่างออกมาจากฝูง จองซูมองดวงแสงในมือพลาง
สังเกตเห็นว่ามันดูอ่อนแรงกว่าใครเพื่อน ดูคล้ายดวงแสงที่ใกล้จะดับเต็มทน นัยน์ตาที่เคยสดใส
หันไปมองยองอุนอย่างเป็นคำถาม

“พ่อบอกว่า...ถ้ามันแต่งงานแล้วแสงของมันจะดับลง” ยองอุนพูด “แปลว่ากำลังจะตายน่ะ ยองอุนไม่
ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ แต่พ่อบอกไว้”

“ทำไมต้องตายด้วยล่ะ?” จองซูถามกลับเสียงเบา นัยน์ตาหม่นลงเมื่อทอดมองดวงแสงในมือที่หรี่
แสงลงทุกวินาที

“พ่อบอกว่าเป็นธรรมชาติของมันนะ” ยองอุนตอบ

“เป็นธรรมชาติที่เศร้าจัง” จองซูว่า “จองซูไม่ชอบเลย”

“ยองอุนก็ไม่ชอบ” อีกฝ่ายว่าพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะคนเศร้า แสงริบหรี่ในมือจองซูมอดดับไปแล้ว
ทว่าเจ้าตัวยังคงยืนมองมันเช่นนั้น

“เค้าต้องเป็นแบบนี้ทุกตัวเลยเหรอ?” จองซูถามต่อ

“คงอย่างนั้นแหละ...” สายตาของยองอุนกำลังมองหิ่งห้อยไร้แสงในมือของจองซูเช่นกัน

“ค่ำมากแล้ว กลับเถอะ” ยองอุนเอ่ยขึ้น จองซูพยักหน้าตอบพลางก้มตัวลงวางหิ่งห้อยผู้ล่วงลับนั้น
ลงกับพื้นหญ้าข้างตัว

“หลับให้สบายนะ คุณหิ่งห้อย” เสียงหวานเอ่ยลาพร้อมก้าวจากไปเมื่อยองอุนจับมือเขาให้เดินตาม

“เขาจะขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้านู่นไง พ่อบอกยองอุนแบบนี้แหละ” นิ้วชี้ของมือข้างที่ไม่ได้กุมมือจองซู
อยู่ชูขึ้นไปบนอากาศ เบื้องบนคือฟ้ายามรัตติกาลที่ประปรายด้วยจุดสีเงินวิบวับของดวงดาวราวกับ
กำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มผืนใหญ่โรยกากเพชร

จองซูมองตามขึ้นไป ดวงดาวสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของเด็กชายทั้งสอง แสงดาวนั้นไม่ได้สว่าง
อย่างแสงจันทร์ หากแต่สดใสทั้งที่ริบหรี่ราวแสงหิ่งห้อยไม่มีผิด

“ได้อยู่บนที่แบบนั้นคงจะดีเนอะ” ในที่สุดจองซูก็ยิ้มออกมา

“จองซูก็อยู่บนนั้นไม่ใช่เหรอ?” ยองอุนถามพลางยิ้มเผล่ก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็จองซูเป็นนางฟ้านี่นา”

“บ้าเหรอ!”

“ชู่ว เสียงดังเดี๋ยวหิ่งห้อยก็ตกใจหรอก” ยองอุนแกล้งทำเสียงดุใส่พลางเอานิ้วชี้แนบปากจองซูอีกครั้ง
คนโดนดุเบะปากให้ ก่อนจะงับนิ้วชี้นั่นเข้าไปเต็มแรงจนคนถูกทำร้ายร้องโอ๊ย

“นี่แน่ะ! เมื่อเย็นยังว่าจองซูเป็นเป็ดอยู่เลย สมน้ำหน้า!” ว่าจบแล้วก็ออกวิ่งไปทันที

“จะวิ่งไปไหนคนเดียวอ่ะ ไม่กลัวเหรอ?” ยองอุนตะโกนไล่หลังพลางเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
และก็ต้องคลี่ยิ้มกว้างเนื่องจากจองซูหยุดกึกลงในทันใด

จองซูหันขวับกลับมาหาคนที่ดูจะอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรยองอุนก็รู้ทันไปหมด
รู้ว่าทำยังไงเขาถึงงอน ทำยังไงเขาถึงหายโกรธ ทำยังไงเขาถึงดีใจ รู้ว่าทำยังไงเขาถึงจะยอม
โอนอ่อนไปตามความต้องการของคิมยองอุนทั้งที่เด็กกว่าเขาตั้งสองปี!

เขาชักจะมีน้ำโหแล้วนะ!

จองซูยืนฮึดฮัดอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งยองอุนเดินมาหยุดลงข้างๆ

“ทำไมต้องแกล้งจองซูด้วยอ่ะ” คนยืนค้อนเข้า

“รู้ว่าแกล้งแล้วหยุดรอยองอุนทำไมล่ะ” แต่อีกคนก็ยังกวนไม่เลิก

“ก็มันมืดนี่” จองซูว่า

“เมื่อกี้ยังวิ่งมาคนเดียวได้ ไม่คิดจะรอยองอุนเลยนี่นา” ยองอุนทำท่าจะงอนบ้าง

“ก็ยองอุนชอบแกล้งจองซูอ่ะ” คนกำลังจะถูกงอนยังไม่อ่อนข้อให้

ทันใดนั้นเองลมก็พัดแรงผิดปกติขึ้นวูบหนึ่งพร้อมเสียงหวีดหวิวของลมยามลอดผ่านช่องเล็กๆ
ระหว่างดงต้นไม้ เด็กชายทั้งสองร้องอ๊ากขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจพร้อมกระโดดเข้ากอดกันแน่น
นัยน์ตาของทั้งสองคนหลับปี๋ด้วยความกลัว

“ยองอุน จองซูกลัวววว” คนโตกว่าร้องขึ้นพลางกอดคนข้างๆไว้แน่น ยังไม่ยอมลืมตา ฝ่ายยองอุนนั้น
รู้สึกตัวก่อน รวบรวมความกล้าขึ้นเปิดตาและมองไปรอบๆ

“จองซู จองซู” เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่นึกกลัวว่าอดีตคนจะปรากฏตัวขึ้นมา ยองอุนจึงเรียก
ชื่ออีกคนให้ลืมตาขึ้น ทว่าดูจองซูจะไม่ยอมรับรู้เพราะเจ้าตัวยิ่งซุกหน้าลงกับไหล่เขาเข้าไปอีก
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ลมพัดน่ะ จองซู ลืมตาสิ”

ได้ยินดังนั้นคนในอ้อมกอดก็เริ่มผงกหัวขึ้นเล็กน้อย “จริงนะ?”

“จริงสิ” คนโดนถามยืนยัน “ไม่ต้องกลัวน่า ยองอุนอยู่ทั้งคน”

จองซูยอมเงยหน้าขึ้นในที่สุด สายตามองรอบข้างอย่างหวาดๆ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอะไรจริงจึง
ปล่อยมือจากตัวยองอุน

“ขี้ตกใจจัง” ยองอุนยิ้มขำ

“เมื่อกี้ยองอุนก็เหมือนกันแหละน่ะ!” จองซูถลึงตาใส่พลางว่า

“โอเค โอเค ยอมแพ้แล้วครับ” มือสองข้างยกขึ้นทำท่าไปด้วย จองซูจึงหัวเราะออกมา ยองอุนมองไป
รอบๆตัวแล้วจึงเอ่ยต่อว่า “มืดไปกันใหญ่แล้ว รีบกลับบ้านดีกว่า”

จองซูพยักหน้าให้พร้อมยื่นมือไปจับมือของยองอุนไว้อีกครั้งก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินไปตามทาง
เล็กๆซึ่งนำไปสู่บ้าน เสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองยังคงก้องกังวานอยู่ภายใต้แสงดาวจากท้องฟ้า
ในคืนเดือนมืดราวกับหิ่งห้อยฝูงใหญ่ที่ทอประกายลงมายังเด็กทั้งสอง...

แสงหิ่งห้อย...ที่แม้จะริบหรี่เพียงใดก็ยังเปล่งแสงได้ด้วยตัวของมันเอง


+++++



“กลับมาแล้วฮะ!” จองซูกดออดที่รั้วบ้านพลางตะโกน แล้วหันไปยิ้มให้ยองอุนที่โบกมือบ๊ายบาย
มายังเขา ขณะรอผู้เป็นแม่มาเปิดประตูให้

ยองอุนเปิดประตูรั้วบ้านของตนที่ไม่ได้ล็อกกุญแจแล้วหันมาพูดพร้อมยิ้มให้ “ยองอุนเข้าไปก่อนนะ”

“อื้อ” จองซูพยักหน้าให้แล้วโบกมือ พร้อมกับที่เสียงของหญิงวัยกลางคนดังออกมาจากในบ้านว่า

“จองซูเหรอลูก?”

“ฮะ! จองซูกลับมาแล้วฮะแม่” จองซูตอบพร้อมรอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าที่เตรียมไว้ทักทาย

“ไปไหนมาน่ะ กลับเสียค่ำมืดดึกดื่นป่านนี้” ใบหน้าของคุณแม่ที่เดินออกมาหาและเปิดประตูให้ลูกชาย
เพียงคนเดียวของเธอนั้นปั้นเสียดุกว่าปกติจนจองซูยิ้มเจื่อนลง

“ผม...ไปดูหิ่งห้อยฮะ” เด็กชายตอบเสียงแผ่วด้วยกลัวว่าจะทำให้คุณแม่ของเขาโกรธ

“จองซู ลูกรู้ใช่ไหมว่าแม่เป็นห่วง ออกไปเล่นน่ะไปได้ แต่ก็น่าจะกลับบ้านให้เป็นเวลาสิ เราน่ะยังเป็น
เด็กเป็นเล็ก ดูแลตัวเองก็ยังไม่ได้ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง” คุณแม่อบรมลูกชายที่ยืนนิ่งก้มหน้ารับ
ความผิดอย่างไม่นึกเถียง ในใจเด็กน้อยรู้สึกถึงแต่เพียงความกลัวและความเสียใจเพียงเท่านั้น

“ขอโทษ...ฮะ” จองซูก้มหน้านิ่งน้ำตาปริ่มๆจะไหลขณะเอ่ยคำขอโทษให้แก่ผู้เป็นมารดา

“พรุ่งนี้แม่จะไม่ให้จองซูออกจากบ้านหนึ่งวันแล้วกันนะ เอาไว้เป็นบทเรียนให้เราไม่ออกไปเถลไถล
ที่ไหนอีก” นัยน์ตาของคนเป็นแม่นั้นเจือแววสงสารอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นลูกชายยืนคอตก

จองซูพยักหน้าหงึกๆบอกตกลง ก่อนจะเดินตามคุณแม่เข้าตัวบ้านไป

 

+++++

 

ภายในห้องนอนสีขาวห้องเล็กๆของจองซู ร่างเล็กเจ้าของห้องกำลังนอนขดอยู่บนเตียงใหญ่สีขาว
สะอาดเช่นเดียวกันกับผนังห้องและเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่นี่ สายลมยามราตรีพัดความสดชื่นและ
กลิ่นดอกไม้ในสวนลอดผ่านหน้าต่างข้างเตียงที่เปิดทิ้งไว้ นัยน์ตาคู่เล็กนั้นยังไม่ได้หลับลงด้วยว่า
น้ำตารินไหลไม่ยอมหยุด

เด็กน้อยสะอื้นฮักๆอย่างไม่ต้องคิดเกรงว่าใครจะได้ยิน ก็เพราะว่าเป็นเด็ก...จึงได้ร้องไห้ออกมาด้วย
ความไร้เดียงสา... เรื่องอะไรที่ดูจะไม่น่าร้องไห้ได้เลยเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น เรากลับทุ่มเท
ความรู้สึกให้กับมันได้เต็มที่เมื่อครั้งที่เรายังเยาว์วัย

ร่างเล็กยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางมองออกไปนอกหน้าต่างบานที่ยังคงเปิดทิ้งไว้เหนือเตียงของเขา
จุดของดวงดาวที่ระยิบระยับไปทั่วทั้งฟากฟ้านั้น...จะเป็นหิ่งห้อยจริงๆอย่างที่ยอนอุนว่าหรือเปล่านะ?

แขนเล็กๆเท้าลงตรงกรอบหน้าต่างขณะที่แหงนหน้าขึ้นมองพลางยิ้มออกมาบางๆ ยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ทิ้งไปมาก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นบางอย่างจากหน้าต่างอีกบานหนึ่งของบ้านข้างๆ ที่อยู่ตรงกันข้าม
กับห้องของเขาพอดิบพอดี

กระดาษขาวแผ่นโตที่ถือด้วยมือเล็กๆสองมือของเด็กชายเจ้าของห้องฝั่งตรงข้ามพร้อมตัวหนังสือที่เขียน
เสียใหญ่เต็มกระดาษแผ่นนั้นเป็นคำว่า

‘เปนอะร้ายรื้อป่าว?’

ตัวหนังสือที่เขียนผิดๆถูกๆทำเอาจองซูกระพริบตาปริบๆด้วยความงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอมยิ้มแล้วหัวเราะ
ออกมาเมื่อเข้าใจความหมายของมัน

ยองอุนที่ถือกระดาษอยู่ริมหน้าต่างในห้องของเขาเองนั้นละมือข้างหนึ่งจากกระดาษออกมาเกาหัวแกรกๆ
ด้วยความเขินเพราะเขาเองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจหรอกว่าเขียนถูก

...ก็คนมันเพิ่งเรียนมาแค่นี้นี่หว่า

ยองอุนยังทอดสายตามองกรอบหน้าต่างห้องของจองซูต่อไปเมื่อเจ้าตัวนั้นหายไปไหนสักที่ ถ้าเมื่อครู่
เขามองไม่ผิดล่ะก็...เขาเห็นจองซูเช็ดน้ำตานี่นา ก็เลยแค่อยากจะรู้ว่าร้องไห้ทำไม...

ในที่สุดจองซูก็กลับมาสู่สายตาของเขาพร้อมกระดาษในมือที่เขียนอย่างถูกต้องว่า

‘แม่ดุ พรุ่งนี้ออกไปไม่ได้’

“แม่...ดึ...เอ๊ยย ดุ... เอ่อ อะไรต่อวะนั่น” ยองอุนพึมพำกับตัวเองขณะที่พยายามมองตัวหนังสือของ
จองซู “พุ่งนี้...ออก?.... ไอ้ตัวนั่นมันแปลว่าเข้าหรือออกวะ?... ไม่ได้?... เอ...”

สุดท้ายเจ้าตัวก็ตีความเอาเองไปว่าจองซูคงโดนแม่ดุ ส่วนข้อความหลังจากนั้นเขาคิดว่ามันคงแปลว่า
ไปไหนไม่ได้...มั้ง?

ยองอุนคว้ากระดาษอีกแผ่นที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาไว้ในมือ ก้มตัวลงเขียนข้อความตัวโตๆลงไป
ก่อนจะชูให้จองซูเห็น

‘เข่าใจแล้ว พุ่งนี้จะไป่ห้า’

จองซูขมวดคิ้วมองอยู่พักนึงจึงถึงบางอ้อ ก่อนคิดกับตัวเองว่า ไอ้คำว่า ‘เข่าใจ’ เนี่ยมันคือ
‘เข้าใจ’ ใช่ไหมนะ?

ริมฝีปากบางส่งยิ้มกว้างให้เจ้าของข้อความนั้น แล้วเอานิ้วชี้เข้าหาตัวเอง จากนั้นเอามือสองข้างมา
ประกบกันแล้วเอียงคอลงไปหา และสุดท้ายค่อยโบกมือบ๊ายบายไปให้

แต่ยองอุนก็ตีความได้ว่า ‘จองซูไปนอนแล้วนะ’

เด็กชายยิ้มและโบกมือกลับไปให้เช่นกัน...ใบหน้าของจองซูดูสดใสขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว และนั่นก็
ทำให้ยองอุนยิ้มออกมาด้วยความสบายใจที่อีกฝ่ายเข้านอนไปพร้อมยิ้มกว้างที่ระบายอยู่บนใบหน้า




+++++

 

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยแสงสว่าง... สัญลักษณ์แห่งความหวังที่ส่องทางให้แก่ทุกชีวิตบนโลก
หมอกจางๆยังลอยเรี่ยผืนดิน อากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำค้าง เพราะเป็นต้นฤดูหนาวพระอาทิตย์
จึงหม่นแสงกว่าปกติเล็กน้อยทั้งที่เป็นเวลากว่าแปดโมงเช้าแล้ว

ยองอุนกำลังนั่งทานอาหารเช้ากับครอบครัวด้วยความสดชื่น นัยน์ตาจับจ้องอย่างมีสมาธิไปยังโทรทัศน์
เครื่องโตซึ่งกำลังฉายการ์ตูนเรื่องโปรดของเขา ในขณะที่มือก็ตักซีเรียลเข้าปากไม่หยุด

ฉากสุดท้ายดำเนินมาถึงก่อนที่ไตเติ้ลจบจะขึ้นมาปิดท้าย พร้อมกับที่ยองอุนตักซีเรียลคำสุดท้ายใส่ปาก
พอดี ยองอุนกระโดดลุกขึ้นจากเก้าอี้ วิ่งเอาชามไปเก็บในห้องครัวและวิ่งจู๊ดออกไปจากบ้านพลางตะโกน
ทิ้งท้ายบอกพ่อกับแม่ว่า

“ผมไปเล่นกับจองซูนะคร้าบ!!!”

แล้วร่างเล็กๆก็หายพ้นประตูบ้านไป

ยองอุนเดินมาถึงหน้าบ้านของจองซูแล้วจึงกดกริ่ง จากนั้นสองมือเล็กก็เกาะประตูเหล็กดัดชะเง้อมอง
เข้าไปภายในบ้าน เพียงครู่เดียวก็เห็นเงาแวบๆของร่างเล็กๆวิ่งไปวิ่งมาก่อนจะโผล่หน้าออกมาจากประตู
บ้านด้วยรอยยิ้มกว้าง

จองซูวิ่งออกมาตามทางเดินจนถึงประตูเหล็กดัดที่มียองอุนเกาะรออยู่ มือเล็กที่ถือกุญแจอยู่ก็ยกขึ้นไขเปิด
ประตูให้ยองอุนเข้ามา

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” จองซูว่า

“บอกว่าจะมาก็ต้องมาสิ ยองอุนไม่ผิดสัญญาหรอก” คนโดนสบประมาทว่าอาจผิดคำพูดนั้นตอบกลับ
จองซูยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีก “จริงสิ เมื่อคืนจองซูโดนแม่ดุเหรอ?”

“อื้อ วันนี้คุณแม่ไม่ให้ออกจากบ้านหนึ่งวันอ่ะ” จองซูตอบพลางเบะปาก “บอกว่าทีหลังจองซูจะได้ไม่
เถลไถล”

“อ้าว เรื่องนี้ยองอุนสิเป็นคนผิด ยองอุนชวนจองซูไปดูหิ่งห้อยเองนี่นา” ยองอุนว่า “เดี๋ยวยองอุนบอก
คุณแม่ให้เอาไหมว่าจองซูไม่ได้เป็นคนเถลไถลนะ”

“คุณแม่ออกไปข้างนอกกับคุณพ่อแล้วน่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงจองซูก็กลับบ้านช้าจริงๆนั่นแหละ
จองซูไม่โทษยองอุนหรอกนะ เมื่อคืนน่ะจองซูดีใจมากด้วยที่ได้ไป จองซูชอบหิ่งห้อย” ร่างบางร่ายเสีย
ยาวเมื่อเปิดประตูเข้ามาถึงในตัวบ้าน

“งั้นวันนี้จองซูก็อยู่คนเดียวสิ?” ยองอุนถามพร้อมรอยยิ้ม ด้วยความดีใจที่จองซูชอบที่ที่เมื่อคืนเขาพาไป

“อื้อ กว่าคุณพ่อคุณแม่จะกลับก็คงเย็นๆเลย แต่เขาทำอาหารเที่ยงไว้ให้แล้วแหละ” ประโยคสุดท้ายนั่น
เสริมขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้

“งั้นยองอุนจะอยู่เป็นเพื่อนจองซูทั้งวันเลยดีมั้ย?” ยองอุนยิ้มจนตาปิด

“ยองอุนไม่ไปเล่นฟุตบอลแล้วเหรอ?” คนถูกถามหันมาทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

“อยากอยู่เป็นเพื่อนจองซูมากกว่านี่”

“อยู่กับจองซูไม่เบื่อเหรอ? ไม่ไปเล่นฟุตบอลจริงๆเหรอ?” ร่างเล็กยังถามย้ำอีกด้วยความอยากแน่ใจ
เมื่อก่อนยองอุนเอาแต่จะไปเล่นบอล บางวันปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวก็มี เขาจึงประหลาดใจเอามากๆ
เมื่อได้ยินแบบนี้

“ไม่อ่ะ เล่นกับจองซูสนุกกว่าเยอะ” ยองอุนยืนยันคำเดิมพร้อมยิ้มกว้าง

“จริงๆนะ?” คนช่างสงสัยยังเชื่อไม่สนิทใจ จนยองอุนนึกอยากแกล้ง

“ทำไมล่ะ จองซูไม่อยากให้ยองอุนอยู่ด้วยเหรอ? หรือว่ารำคาญยองอุนแล้ว” พูดจบก็ทำแก้มป่องใส่
พลางเบือนหน้าหนี ทำเอาคนอายุมากกว่าทว่าอินโนเซนท์กว่าเขานั้นทำตาโตอีกครั้ง

“เปล่านะ! จองซูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ!” สองมือของคนพูดเอื้อมมาจับแขนเขาไว้ราวจะรั้ง
ไว้กับตัว จองซูเวลาแบบนี้มันช่างน่ารักน่าแกล้งสำหรับยองอุนจริงๆ

ถึงได้บอกไงว่าเล่นกับจองซูน่ะ สนุกกว่าเล่นฟุตบอลตั้งเยอะ

“จริงเร้อ? อยากให้ยองอุนอยู่ด้วยจริงน่ะ?” ภายนอกยังคงตีหน้างอนทำแก้มป่องทว่าข้างในนั้นกำลัง
หัวเราะชอบใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่คาดว่าจะได้ยินถัดไป

“อยากสิ! ทำไมจองซูจะไม่อยากอยู่กับยองอุนล่ะ!!”

หึหึ...ทำไมเขาซื้อหวยไม่ถูกกันนะ...

ยองอุนหันกลับมายิ้มกว้างให้กับคำพูดที่เป็นไปตามคาดเป๊ะ เป็ดน้อยคนนี้หลงกลเขาอีกแล้ว

“งั้นขึ้นไปเล่นบนห้องจองซูกัน” เจ้าของห้องเอ่ยชวนพลางชี้นิ้วขึ้นไปด้านบนและเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
ยองอุนพยักหน้าให้ก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งขึ้นบันไดไป

เสียงตึงๆๆ ดังสะท้อนไปทั่วทั้งบ้านเมื่อเด็กชายทั้งสองเปลี่ยนมาวิ่งแข่งกันตังแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบ

“ถึงก่อน!!!...แฮ่ก...แฮ่ก” ยองอุนตะโกนพร้อมกับจังหวะที่มือขวาแปะป้าบลงที่บานประตูห้องของจองซู
ก่อนจะหันหลังพิงประตู หอบหายใจด้วยความเหนื่อย

“โอย...เหนื่อย” จองซูที่ถึงทีหลังทว่าไม่ได้คลาดจากกันสักกี่วินาทีนั้นพูดขึ้นบ้าง ลมหายใจยังคงขาดห้วง
แม้จะวิ่งขึ้นบันไดมาแค่สองชั้น แต่ด้วยช่วงขาไม่ได้ยาวเหมือนผู้ใหญ่ก็เลยเสียพลังงานมาก

“โอ๊ย...จะวิ่งแข่งกันทำไมเนี่ย...” ยองอุนพูดขึ้นขณะที่ยังหอบอยู่

“แฮ่ก...ยองอุนนั่นแหละ...เริ่มก่อน” จองซูหอบไปตอบไป ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตู

ห้องสีขาวปรากฏขึ้นสู่สายตา จองซูเดินนำเข้าไปโดยมียองอุนเดินตามมาติดๆ ร่างบางล้มตัวลงนอนแปะ
ลงบนเตียงนุ่มทันที

“โอยย...เหนื่อยอ๊า” เสียงอู้อี้เพราะหน้าซบอยู่กับที่นอนดังขึ้นขณะที่ยองอุนก็เดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“ฮ้า~” สองแขนของยองอุนชูขึ้นสูงก่อนจะหงายหลังล้มตัวลงไปบนที่นอนเช่นกัน

“ยองอุน” เสียงเรียกจากเด็กชายผู้ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากที่นอน

“หือ”

“อยากไปดูหิ่งห้อยอีกจัง...” ใบหน้าหวานหันมามองอีกคนที่นอนอยู่ข้างกายขณะที่ยังคงนอนคว่ำอยู่เช่นเดิม

“แต่จองซูโดนดุนี่” ยองอุนหันมาหาเช่นกันและพูดพลางเลิกคิ้วขึ้น

“งื่อ...จองซูสงสารมันอ่ะ...” เสียงหวานพูดต่อไปแล้วเบะปาก “ถ้าแต่งงานแล้วต้องตายไป...
ทำไมมันถึงแต่งล่ะ?”

“ยองอุนก็ไม่รู้เหมือนกัน...” ยองอุนมุ่นคิ้วขณะพูด ทว่าทันใดนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะพูด “แล้วทำไม
ต้องทำปากเป็นเป็ดอีกแล้วอ่ะ?”

นัยน์ตาจองซูวาววับขึ้นทันทีแล้วมุ่ยหน้าด้วยความหมั่นไส้ เด้งตัวออกจากที่นอนลุกขึ้นยืนและคว้าผ้าห่ม
มาคลุมตัวไอ้เด็กห้าขวบที่ถือสิทธิ์นอนอยู่บนเตียงเขาแล้วยังมาว่าเขาเป็นเป็ดอีก

“นี่แน่ะๆ” หลังจากเอาผ้าห่มสีขาวผืนหนาคลุมตัวคนกวนประสาทได้แล้วกมือเล็กๆทั้งสองข้างนั้นก็รัวตี
ลงไปไม่ยั้งพลางหัวเราะเอิ้กอ้าก

เสียงร้องโอ๊ยอู้อี้ดังลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม คนได้เปรียบยิ่งได้ใจกระโดดขึ้นเตียงแล้วรัวตีต่อ

ทว่าทันใดนั้นผ้าห่มผืนโตก็พลิกเปิดออก คนใต้ผ้าห่มฉุดเอาข้อมือเล็กแล้วออกแรงดึงให้คนที่ประทุษร้าย
เขาเมื่อครู่ล้มลงมาข้างกัน มืออีกข้างเอื้อมไปคว้าผ้าห่มมาปิดแล้วกลิ้งตัวทับ

เสียงหัวเราะดังขึ้นสลับกับคำอุทาน เมื่อทั้งสองกลิ้งกันไปมาบนเตียงจนกระทั่งผ้าห่มม้วนเป็นก้อนกลมๆ
ทรงกระบอกโดยมีเด็กชายทั้งสองนอนกอดกันอยู่ภายใน

“ยองอุน” เสียงเรียกจากจองซูเจือไปด้วยแรงหอบน้อยๆ ลมหายใจที่อยู่ใกล้เพียงคืบเป่ารดอยู่ข้างใบหู
ของยองอุน

“หือ” ยองอุนที่เป็นคนนอนหงายโดยมีอีกคนนอนแปะอยู่บนตัวเขานั้นขานรับ

“จองซูร้อนอ่ะ” คนฟังแทบขำพรืด

“ก็ลุกขึ้นสิ” ยองอุนตอบกลั้วหัวเราะ

“จองซูหาทางออกไม่เจออ่ะ” คราวนี้ยองอุนหัวเราะออกมากับคำตอบที่ได้ยิน

“งั้นก็นอนอยู่แบบนี้แหละ” แทนที่จะช่วย...คนกวนประสาทยังคงหาเรื่องกวนได้ทุกเวลา มือข้างหนึ่ง
ขยับขึ้นมาขยี้ผมจองซูเล่น

“อื๊อ...” คนโดนเล่นผมร้องออกมาพลางสั่นหัวให้คนที่เขานอนทับอยู่นี้หยุดเล่น ทว่าคนแกล้งกลับ
ยิ่งได้ใจ

“คิคิคิ” เสียงหัวเราะจากคนที่กำลังสนุกเริ่มดังถี่ขึ้นด้วยความสำราญใจ ทว่าก็ดังอยู่ได้ไม่นานเมื่อคน
โดนแกล้งนั้นขัดใจเป็นที่สุด

“งั่มๆๆ”

“อ๊ากกกกก”

ยองอุนร้องเสียงหลงเมื่อฟันซี่เล็กๆงับลงมาเต็มใบหู เด็กทั้งสองคนต่างก็ดิ้นไปดิ้นมาจนหลุดออกมาจาก
ผ้าห่มในที่สุด ฝ่ายจองซูนั้นยกมือขึ้นเช็ดปาก แต่ยองอุนกลับนั่งคลำหูตัวเองป้อยๆ

“เจ็บอ่ะ...” ยองอุนพึมพำ

“สมน้ำหน้า!” คนทำร้ายร่างกายด่าซ้ำเข้าให้ ทว่าใบหน้ากลับเจือไปด้วยสีชมพูจางๆ

“กัดยองอุนทำไมอ่ะ” ใบหน้าคนชอบอวดดีนั้นมุ่ยด้วยความเจ็บ

“ก็ยองอุนอยากแกล้งจองซูทำไมล่ะ” จองซูสวนกลับ

“จองซูน่าแกล้งนี่นา...” คำตอบยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ

“ไม่เข็ดใช่มั้ย เดี๋ยวจองซูจะกัดหัว กัดคอ กัดนิ้ว กัดให้หมดทั้งตัวเลย!” คนน่าแกล้งหลับหูหลับตาตะโกน
ใส่อย่างขัดใจ

“คนอุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนก็ยังมากัดเค้าอีก จองซูใจร้าย” ยองอุนตัดพ้อขึ้น แต่จองซูกลับไม่ยอมง้อ

“ใจร้ายก็ใจร้ายสิ ถ้าจองซูใจร้าย ยองอุนไม่ใจร้ายกว่าเหรอ!” คนโดนกล่าวหานั้นเลิกคิ้วด้วยความสังสัย

“ทำไมยองอุนใจร้ายล่ะ?”

“ก็ยองอุนชอบปล่อยให้จองซูอยู่คนเดียว จองซูไม่รู้จะเล่นกับใคร คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยอยู่บ้านด้วย
ยองอุนอ่ะ รู้ทั้งรู้ก็ยังทิ้งจองซูไปเล่นฟุตบอลประจำเลยนี่!!” ริมฝีปากเบะออกอีกครั้งหลังร่ายจบ
ยองอุนกระพริบตาปริบๆอย่างอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

ที่ผ่านมาเขาลืมนึกถึงความรู้สึกของคนตรงหน้านี้ไปใช่ไหม...

“จองซูอ่ะ...ก็อยากให้ยองอุนสนใจจองซูมั่งนี่นา” จองซูยังยืนพูดต่อไปขณะที่ใบหน้าก้มต่ำลง

คนฟังที่นั่งอยู่บนเตียงนั้นคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนออกมาเป็นครั้งแรก... เด็กชายวัยห้าขวบลุกขึ้นจากเตียง
แล้วเดินเข้ามาใกล้เด็กชายอีกคนที่ร่างเล็กกว่าเขาทั้งที่อายุมากกว่าถึงสองปี...

ด้วยมือของคนปลอบที่เอื้อมไปคว้าไหล่คนขี้น้อยใจนั้นไว้แล้วรั้งเข้ามาในอ้อมกอด...

เป็นครั้งแรกของคิมยองอุนที่ได้กอดใครสักคนด้วยความรู้สึกของการอยากเป็นผู้ปกป้อง...อยากจะให้คน
ในอ้อมกอดปลอดภัยอยู่ภายในวงแขนของเขาคนนี้ พร้อมกับฝ่ามือที่ลูบหลังไปมาหวังว่าจะช่วยปลอบใจ

ชั่ววินาทีท่ามกลางความรู้สึกที่สื่อถึงกันได้ภายในใจ ฝ่ามือของจองซูก็ยกขึ้นกำชายเสื้อเจ้าของอ้อมกอด
นี้ไว้แน่นพลางซุกหน้าลงกับไหล่เล็กๆที่ให้เขาพึ่งพิงได้เสมอ

ฝ่ามือที่เคยลูบหลังนั้นยกสูงขึ้นลูบศีรษะแทน... ใบหน้าของยองอุนระบายไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนยิ่ง
กว่าเดิม ในวินาทีที่เขาเอ่ยคำที่ภายในใจเพิ่งจะตระหนักได้ออกไปว่า



“ยองอุนจะไปไหนได้ล่ะ...ก็สนใจแต่จองซูอยู่ตลอดนี่นา”

 



 

+++++






 

ลมยามเย็นพัดพาความอบอุ่นผ่านระเบียงบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่งนอกตัวเมือง กลิ่นไอของธรรมชาติ
ฟุ้งกระจายให้ความสดชื่นไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าสีสดใสแต่งแต้มด้วยสีขาวของก้อนเมฆเป็นฉากให้แก่
แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าของปลายฤดูร้อน

ปาร์คจองซูในวัยปัจจุบันทอดตัวนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวตรงริมระเบียงบ้าน นัยน์ตาทั้งสองหลับพริ้ม
พลางริมฝีปากก็ระบายรอยยิ้มน้อยๆ หลังจากท่องเที่ยวไปในความทรงจำของเขาและยองอุนเมื่อครั้ง
ยังเยาว์วัย หวนคิดถึงความสุขและความอิสระของเด็กตัวน้อยๆ ความไร้เดียงสาที่นึกถึงทีไรก็ยังคิดว่า
น่ารักน่าเอ็นดู น่าแปลกที่เมื่อยังเด็กนั้นใครๆต่างก็ฝันอยากจะโตเป็นผู้ใหญ่ไวๆ โดยไม่รู้เลยว่าชีวิตจะ
สดใสที่สุดก็ในช่วงเวลาที่เรายังเป็นเด็กนั่นเอง

ริมฝีปากเปื้อนยิ้มนั้นถูกสัมผัสเบาๆด้วยความอบอุ่นจากริมฝีปากอีกคู่หนึ่ง ทันใดนั้นใบหน้าสวยมุ่นคิ้ว
เล็กน้อยก่อนจะกระพริบตาลืมขึ้นเพื่อพบกับบุคคลที่เคียงข้างเขาอยู่ในห้วงคำนึงเมื่อครู่

“คิดถึงใครอยู่เหรอ? ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว” คิมยองอุนยิ้มให้พลางเอ่ยถาม

“เปล่าสักหน่อย” ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ยังคงปากแข็งอยู่เช่นนั้น ร่างบางลุกขึ้นนั่งให้อีกฝ่ายได้ทรุดตัวลงข้างๆ

“นึกว่าเชื่อเหรอ? ฉันรู้จักนายดีกว่านั้นน่า” มือใหญ่เอื้อมมาบีบจมูกจองซูเบาๆอย่างมันเขี้ยว

“รู้จักฉันดีแล้วจะถามทำไม?” จองซูย้อนพลางลุกขึ้นยืนจะเดินหนี ทว่าอ้อมแขนใหญ่ก็ราวรู้ทัน รั้งเขา
กลับมานั่งลงบนตักเจ้าของมันไว้ทัน

“อยากฟังจากปากคนปากแข็งนี่นา...ว่าคิดถึงฉันอยู่” คำพูดอวดดีนี่ก็เช่นกันที่ไม่ว่าอายุเท่าไรก็ไม่เคยเปลี่ยน

“ไม่พูด เดี๋ยวนายได้ใจ” จองซูว่าพลางหันหนีใบหน้าของยองอุนที่เกยลงบนไหล่ของเขา

“ไม่พูดก็ไม่เป็นไร...ของมันชัวร์อยู่แล้วนี่” จองซูหันขวับกลับมาเหล่ใบหน้าที่ยิ้มจนตาปิดอย่างหมั่นไส้
แล้วเงื้อศอกถองลงไปเต็มแรงใส่คนด้านหลัง เสียงอึ้กดังขึ้น ก่อนวงแขนรอบเอวเขาจะค่อยๆคลายออกไปกุม
ท้องตนเองไว้ จองซูจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันมามุ่นคิ้วมองคนจุกที่ร้องโอดโอยโดยไม่รู้ว่าจริงหรือแกล้งเขาอีก

“ฉันไม่หลงกลนายแล้วล่ะ เลิกสำออยซะเถอะ” จองซูว่า ด้วยความไม่เชื่อว่ายองอุนจะจุกจริงๆ ใช่ว่า
เขาจะถองแรงนักนี่...

ยองอุนยังงอตัวกุมท้อง หน้าตาบิดเบี้ยวบ่งบอกว่า ‘จุกจริงๆนะ’ อยู่เช่นนั้น จองซูจึงเริ่มลังเล

“เจ็บมากรึเปล่า?” เสียงหวานถามอ่อยๆ

“เปล่า...มันจุก...” ยองอุนแค่นเสียงตอบ คนประทุษร้ายจึงปราดเข้ามาดูใกล้ๆ

“ขอโทษ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้แรงขนาดนี้นี่นา” จองซูเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี
จึงเงยหน้าขึ้นถามคนเจ็บ “ทำยังไงดีล่ะ?”

ยองอุนมองหน้าคนถามซึ่งมองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า ‘ถามเพราะไม่รู้จริงๆนะ’ นั้นด้วยอารมณ์กึ่งขำ
กึ่งจุกแล้วบอกกลับไปว่า “บอกมาสิว่าเมื่อกี้น่ะคิดถึงฉันอยู่”

“พูดแบบนี้แปลว่าไม่เจ็บจริงใชไหม?” คนโดนกวนนั้นเตรียมจะเงื้อหมัดเข้าซ้ำหากยองอุนไม่ยกมือขึ้น
ปรามไว้ก่อนว่าเขาพูดเล่น

จองซูลดหมัดลงพลางลุกขึ้นยืน ในขณะที่ยองอุนยังงอตัวคลำท้องตัวเองป้อยๆด้วยความจุกจริงนั้น
เสียงหวานก็เอ่ยขึ้น

“เออ เมื่อกี้ฉันคิดถึงนาย...พอใจรึยัง?”

พูดจบก็ก้าวเท้าฉับๆเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งให้คนจุกที่นั่งกุมท้องอยู่นั้นอึ้งไปสองวินาทีก่อนหัวเราะ
เบาๆออกมาทั้งด้วยความพอใจและความขำคนปากแข็งที่ในที่สุดก็ยอมปริปากพูด...ทั้งที่นึกว่าต้องรอจน
แก่เสียแล้ว



+++++



คิมยองอุนและปาร์คจองซูอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาได้เกือบสองปีแล้ว...ซึ่งนับว่าวันที่เขาย้ายเข้ามานั้น
ก็คือวันที่ทั้งคู่ได้แต่งงานกัน...

แม้จะพูดออกมาว่า “แต่งงานกัน” นั้น ในกรณีของพวกเขาทั้งคู่ที่เป็นผู้ชาย ดูผิวเผินก็ไม่ได้สร้างความ
แตกต่างอะไรมากไปจากการอยู่ด้วยกันโดยไม่จัดงานแต่งนั้นขึ้นมาอยู่ดี ทว่าในด้านของความรู้สึกแล้ว
การที่ฝ่ายนึงเอ่ยคำว่า “แต่งงานกันนะ” ออกมานั้น สำหรับจองซูแล้วมันเป็นเหมือนคำสัญญาว่าจะอยู่
เป็นคู่ชีวิตกับเขาไปทุกขณะที่เขายังคงหายใจอยู่

และก็เป็นความจริงที่ว่าหลังจากเขาทั้งสองหมดพันธะสัญญาทั้งปวงจากวงการมายา ความสงบสุขก็ดูจะ
แวะเวียนกันเข้ามาทักทายได้อยู่ไม่ขาด เช่นเดียวกันกับวันนี้...

จองซูที่เดินหลบยองอุนเข้ามาในตัวบ้านด้วยความเขินนั้นกำลังก้มๆเงยๆอยู่หน้าตู้เย็นเพื่อหาเครื่องดื่ม

ยองอุนเดินตามเข้ามาในไม่ช้าดังที่เขาคาดไว้แล้ว ร่างบางจึงยืดตัวขึ้นพร้อมแก้วน้ำในมือแล้วหันมาหา

“หายจุกแล้วหรือไง?”

“หายแล้ว” ยองอุนยิ้มจนตาปิดขณะตอบพลางเดินเข้ามาใกล้ รับน้ำจากจองซูไปดื่มแล้วพูดต่อ “นี่จองซู
ฉันยังอยากรู้อีกนี่”

“อะไรล่ะ?”

“เมื่อกี้คิดถึงฉันเรื่องอะไรเหรอ?” คนถามตาเป็นประกายอยากรู้เต็มแก่ราวกับเด็กๆที่รอลุ้นคำตอบ

“ไม่บอก” จองซูปฏิเสธกลับไปด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นต่อ

“อะไรกัน...ทำไมต้องไม่บอกด้วยเล่า” ประกายตื่นเต้นในตานั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นออดอ้อน “ฉันอยากรู้นี่นา
นายเล่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตั้งนาน...นึกว่าคิดถึงคนอื่น ปล่อยให้ฉันหึงจะแย่”

“คนอื่นที่ไหนล่ะ ฉันก็แค่คิดถึงเรื่องนายตอนเด็กๆ...” มือเรียวยกขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ราวกับหวังให้
ประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ออกมา ทว่าก็สายไปเมื่อเหลือบเห็นอีกคนยิ้มแฉ่งมาให้

จองซูจิ๊ปากกับตัวเองแล้วพึมพำคนเดียวเบาๆเป็นทำนองว่าหลงกลไอ้หมีบ้านี่อีกแล้ว...

“เรื่องไหนเหรอๆ” หมีบ้าตรงหน้าถามต่อแล้วยังส่งสายตาวิ้งๆมาให้เขาอีก...เลี่ยงไปก็เท่านั้น ยังไงก็คง
โดนมันรีดออกมาจนได้

เอาวะ บอกก็บอก...



+++++

 

คนทั้งคู่กลับมานั่งที่เก้าอี้สำหรับเอนหลังที่ตรงระเบียงบ้าน เมื่อจองซูสารภาพจนหมดเปลือกว่าเขา
นึกถึงตอนที่ยองอุนพาไปดูหิ่งห้อย ไปจนถึงตอนที่เขาได้รับอ้อมกอดของยองอุนเป็นครั้งแรก...

รอยยิ้มจางๆระบายอยู่บนใบหน้าของยองอุนเมื่อเขาเองก็นึกตามไปเช่นกัน ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจกอด
จองซู...มันทำให้ความรู้สึกหลายอย่างได้เปลี่ยนไป ทั้งที่ตัวเขาเองก็แปลกใจเช่นกัน เขามักจะอยู่กับ
จองซูมากขึ้น คิดมากขึ้นว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจองซูจะรู้สึกยังไง...คงจะเป็นตรงนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้น
ความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างเขาและจองซู

“ตอนนี้รู้แล้วยังล่ะว่าหิ่งห้อยมันตายแล้วขึ้นไปอยู่บนฟ้าจริงรึเปล่า” ยองอุนถามขึ้นอย่างล้อๆ

“รู้แล้วสิ จะบ้าเหรอ อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว” จองซูว่า

“ยี่สิบหก” คำตอบเรียบๆของคำถามที่ไม่ได้ต้องการมันสักนิดถูกเอ่ยขึ้นอย่างจงใจ

“ไม่ได้ถาม!” คนกวนประสาทหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ก็ร่างบางข้างๆเขานี่ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ยังน่าแกล้งอย่างนี้เสมอเลย ใช่ว่าเขาชอบจะทำให้จองซูอารมณ์
เสียซะเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อขณะที่ตวัดเสียงใส่เขาห้วนๆแบบนั้น ริมฝีปากเบะๆที่ค้อนใส่เขานั่นมันอมยิ้มอยู่
ด้วย...เจ้าตัวจะรู้ตัวบ้างรึเปล่านะ

“ล้อเล่นน่า...อายุเท่าไหร่ฉันก็รักอยู่ดีแหละ” คำหวานที่หยอดให้ทำคนงอนหลุดยิ้มออกมาจนได้

“นี่ ยองอุน” เสียงเรียกเอ่ยขึ้น เมื่อยองอุนหันไปมองก็พบว่านัยน์ตาสวยนั้นกำลังทอดมองไปยังท้องฟ้า
ไกลเบื้องบน

“หือ?”

“แต่ถึงจะรู้ว่าหิ่งห้อยไม่ได้ขึ้นไปเป็นดาวบนท้องฟ้า...ฉันก็ยังนึกสงสารชีวิตของมันมาตลอดเลยนะ...”
จองซูเอ่ยต่อ “ชีวิตที่ต้องตายไปเพราะแค่ได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่โดยไม่มีใครมารับรู้การจากไปของมันเลย...
น่าเศร้าออก”

ยองอุนยังคงเงียบฟังต่อไป

“ตอนเด็กๆฉันก็คิดมาตลอดเลยว่า ฉันไม่อยากเป็นเหมือนหิ่งห้อยพวกนั้น... พอตัวไหนที่หมดประโยชน์ลง
แสงไฟสุดท้ายของมันมอดไป...ก็กลายเป็นแค่หนอนตัวหนึ่งที่ไม่มีแสง ไม่มีลมหายใจ ไม่มีใครมาสนใจมัน
อีกต่อไป”

“แต่ก่อนที่มันจะจากไป... มันก็ได้ให้สิ่งที่มีค่ามากมายเอาไว้กับคู่ของมันนะ” ยองอุนพูดขึ้นบ้าง “ถึงต่อมา
จะต้องตายตามกันไปทั้งคู่ แต่มันก็ได้ให้โอกาสแก่อีกชีวิตหนึ่งได้เกิดมานี่”

เป็นฝ่ายจองซูที่เงียบฟังบ้าง

“นายน่ะ ไม่มีทางเป็นเหมือนหิ่งห้อยพวกนั้นหรอก”

“จริงเหรอ?” จองซูถามเสียงเบา... ยองอุนยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะตอบกลับไปด้วยความจริงใจอัน
หนักแน่นว่า



“ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเหรอกับคำสัญญาที่ว่าฉันจะอยู่ข้างนายไปตลอดชีวิตน่ะ”



เขารู้ดีว่าปาร์คจองซูคนนี้ขี้กังวลกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ แทนที่เขาจะเลิกพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้
อย่างคำว่า อย่าคิดมากสิ เลิกคิดเถอะ หรือแม้แต่ว่า อย่าไปกังวลเลย แต่เขากลับเลือกจะพูดถ้อยคำที่ให้
กำลังใจแก่คนคิดมากคนนี้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่เพียงรู้จัก...แต่เขาเข้าใจในความเป็นปาร์คจองซู

รอยยิ้มบางเริ่มระบายบนใบหน้าที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความกังวล ใช่ว่าจองซูจะไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นคิดมาก
และมักจะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเป็นประจำ จนแม้แต่เพื่อนเก่าแก่อย่างฮยอกแจก็ยังเคยบ่น แต่ก็มียองอุนนี่
แหละที่ไม่เคยจะบ่นว่าเขา ซ้ำยังยืนอยู่ข้างเขา รับฟังเขา และทำให้เขารู้สึกได้อยู่เสมอมาว่าอ้อมกอด
ของคิมยองอุนนี้จะเป็นปีกที่โอบกอดเขาเพื่อปกป้องและให้ความแข็งแกร่งแก่เขาอยู่เสมอ

สำหรับคิมยองอุนคนนี้... คงตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไรจึงได้รักปาร์คจองซูจนหมดใจ เขาอาจจะสาบานไม่ได้
อย่างตอนเด็กๆว่าจะปกป้องตลอดไป ทว่าเขามีเพียงคำสัญญา ว่าเขาจะทำให้ทุกวันของจองซูมีความสุข...
ให้สมกับที่สวรรค์ได้มอบนางฟ้าองค์นี้ลงมาให้แก่เขา ทำให้คนอย่างเขาได้รู้จักความรักที่สวยงาม

แม้จะเป็นความรักเพียงครั้งเดียวที่เขาได้รู้จัก แต่มันก็เพียงพอและคุ้มค่าที่สุดแล้วสำหรับทุกลมหายใจใน
ชั่วชีวิตของเขาคนนี้

 

 

ชีวิตหนึ่งของหิ่งห้อยเหล่านั้นที่ได้เกิดมาบนโลก แต่กลับต้องจากไปเพราะได้ส่งมอบชีวิตของตนให้แก่
คู่ของมันเพื่อให้กำเนิดอีกชีวิตหนึ่ง อาจจะฟังดูเศร้าสร้อยที่ต้องเป็นเช่นนั้น


ทว่าไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือหากว่าช่วงชีวิตหนึ่งที่เราเกิดมา เรามีโอกาสได้มอบสิ่งที่สำคัญที่สุด
ของตนเองให้แก่คนที่สำคัญที่สุดของชีวิต

 


End*

 

------------------------------------------------

 

 

คอมเมนท์ได้เน้อ *-*

 

edit @ 30 Apr 2009 17:56:36 by ilLuSioN

edit @ 30 Apr 2009 18:01:41 by ilLuSioN